"ฟรอยด์" เปิดปากครั้งแรก เคลียร์ปมดราม่าถูกอ้างมอมยานักศึกษาสาว


Warning: imagejpeg(): gd-jpeg: JPEG library reports unrecoverable error: Output file write error --- out of disk space? in /var/www/wordpress/wp-includes/class-wp-image-editor.php on line 402
20191128_5ddfbb5a3b2d5.jpg

ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนให้ฟังเป็นครั้งแรก สำหรับนักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ฟรอยด์-ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ กับกรณีที่นักศึกษาฝึกงานโพสต์เฟซบุ๊กว่ามีรุ่นพี่ในที่ฝึกงานชวนไปทานข้าวที่ร้านอาหาร และได้เจอกับนักแสดง ฟ. ในร้านดังกล่าว ซึ่งหลังจากที่กินเยลลี่ที่ถูกยื่นให้เข้าไปทำให้รู้สึกมึนหัว โลกหมุนจนเบลอ หัวใจเต้นแรง คล้ายโดนมอมยา

โดยงานนี้ ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ ได้ออกมาเผยถึงเรื่องราวทั้งหมดในวันเกิดเหตุด้วยสีหน้าท่าทางสดชื่นแจ่มใส ไร้ความกังวล ให้ฟังว่า…

“ขอบคุณพี่ๆ สื่อมากเลยนะครับที่วันนี้เราได้มาเจอกัน เพราะที่ผ่านมาผมยังไม่ได้ออกมาพูดอะไร เพราะผมติดถ่ายละครนะครับ”

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมเป็นเพียงแค่พยานที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น และผมแสดงความบริสุทธิ์ใจในการที่ออกมาให้ปากคำที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เท่านั้นเองครับ”

เหตุการณ์ในวันนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตรงกับที่น้องนักศึกษาได้โพสต์ไหม ?

“คือผมแค่ไปกินข้าวคนเดียวจริงๆ ครับ และบังเอิญเจอ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้รู้จักน้องเขาเป็นการส่วนตัวเลย และผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันมาเป็นแบบยี้ได้ยังไง ซึ่งผมรู้สึกว่าพอเรื่องมันเกิดขึ้นมา และมันเป็นภาพเราตอนเบลอๆ มีอักษรย่อดารา ฟ.ฟัน พันล้าน ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเราแล้ว และด้วยอะไรหลายๆ อย่างในบริบทมันเป็นเรา ผมก็เลยออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการยอมรับว่าผมอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ผมไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในสิ่งที่โดนกล่าวอ้างแบบนั้นครับ”

แล้วที่น้องเขาบอกว่าเราเป็นคนยื่นขนมเยลลี่ให้จริงไหม ?
“ไม่มีเลยครับ ไม่เลยครับ”

เรายืนยันเลยว่าวันนั้นไม่ได้ยื่นอะไรให้น้องแน่นอน ?
“ไม่มีเลยครับ ผมนั่งกินของผม และผมยังนั่งคุยกับรุ่นน้องที่อยู่ในร้าน และบังเอิญเจอรุ่นน้องนั่นคือเหตุการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้น และก็ไม่มีขนมเลยครับ”

แต่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันใช่ไหม ?
“คือผมนั่งอยู่ก่อน ส่วนรุ่นน้องคือรู้จักและไม่ได้เจอกัน ซึ่งก็มานั่งโต๊ะด้วย มาจอยโต๊ะด้วยเท่านั้นเอง คืออย่างน้องอีกคนที่เป็นผู้หญิง ผมไม่ได้รู้จัก และแทบจะไม่ได้คุยอะไรกับน้องเขาเลยด้วยซ้ำครับ”

เห็นว่าในเยลลี่อาจมีการผสมกัญชาอยู่ด้วย?
“ผมไม่รู้เลยครับ ผมไม่ได้สนใจครับ”

ตอนที่เกิดเหตุขึ้น เราสังเกตถึงความผิดปกติในตัวน้องผู้หญิงยังไงบ้าง ?
“น้องเขาบอกแค่ว่าหนาว และบอกจะหน้ามืด ก็เท่านั้น ส่วนน้องผู้ชายที่เราเจอ เขาก็พาไปข้างนอก พาไปโรงพยาบาล เราก็รู้เท่านั้น และพอเรื่องเกิดขึ้นมาเมื่อวันจันทร์ที่จะค่อนข้างใหญ่โต เราก็คิดแล้วว่า เห้ย งงว่าเกิดอะไรขึ้น และไปเกี่ยวกับเราได้ยังไง มีการพาดพิงถึงเรา แต่เราก็บริสุทธิ์ใจ บอกไปตามที่เรารู้ ก็เป็นพยานในเหตุการณ์เท่านั้นเองครับ”

พอได้เห็นข้อความที่น้องเขาโพสต์ เรารู้สึกว่าใช่เราเลยไหม ?
“คือมันก็มีเพราะเป็นร้านเดียวกับที่เราไปอยู่แล้ว คือเราต้องออกมาปกป้องภาพลักษณ์และผลประโยชน์ ชื่อเสียงของเรา นั่นคือสิ่งที่ผมออกมา ผมไม่ได้จะไปสนใจอะไร ที่ผมออกมาตรงนี้เพราะผมอยากให้พี่ๆ สื่อเข้าใจว่าเราเป็นเพียงแค่พยานในเหตุการณ์จริงๆ”

วันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเราเข้าพบ ได้มีการสอบสวนอะไรยังไงบ้าง ?
“ก็พูดเหมือนผมเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ปกตินะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์มันเป็นยังไง เท่านั้นเอง”

ตัวเราไม่ได้มีความกังวลกับเหตุการณ์นี้เลยใช่ไหม ?
“คือผมบริสุทธิ์ใจอยู่แล้ว เพราะผมไม่ได้เป็นคนทำ และขนมอะไรก็ไม่ได้มีด้วยซ้ำ คือผมเห็นภาพในสื่อนะครับ ผมยังงงว่าไปเอามาจากไหน สื่อไปดึงมาจากไหน ผมก็ไม่ทราบอันนี้”

ได้คุยกับน้องเขาหลังเกิดเรื่องขึ้นไหม ?
“ไม่ได้คุยเลยครับ เพราะผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาจะดำเนินการสอบสวน สืบสวนต่อไปครับ แต่เร่บริสุทธิ์ใจว่าเราเป็นพยานในเหตุการณ์เท่านั้นเอง”

ที่บอกว่าจะฟ้องน้องกลับ ยังคงดำเนินคดีอยู่ไหม ?
“ก็ให้เจ้าหน้าที่กฎหมายที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ เพราะตอนนี้เรื่องภาพลักษณ์มันเสียไปแล้วแน่นอน อาจจะกลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นพื้นที่สื่อ ผมฝากด้วยนะครับ อย่างน้อยผมก็บริสุทธิ์ใจที่ออกมาพูด และปกป้องชื่อเสียง ผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะมันก็มีเรื่องของงานในอนาคตด้วย เรื่องของพรีเซ็นเตอร์ต่างๆ อีกเยอะครับ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันกระทบจิตใจเราแค่ไหน ?
“มันกระทบใจครอบครัวผมมากกว่า เพราะเราเป็นคนที่รักครอบครัวมาก เรารักครอบครัว รักเพื่อน เราชอบให้เสียงหัวเราะทุกคน พอวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่ดีกับชีวิตเรา คนรอบตัวก็รู้สึกเสียความรู้สึกกับสิ่งที่มันออกไป แต่เราก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะฝ่าฟันเรื่องตรงนี้ไปได้ ก็เข้าใจว่ามันด้วยชื่อของเราที่เอาไปใช้ เอาไปอ้าง”

สรุปคือยังดำเนินคดีกับน้องเขาอยู่ใช่ไหม ?
“ไม่ครับ คือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เพราะผมก็บริสุทธิ์ใจว่าเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น ยังยืนยันนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าผมยังเป็นเพียงพยาน ผมยังไม่ได้โดนหมายเรียก หรือไม่ได้มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดี เรียกง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือยังไม่ได้ปั๊มนิ้วมือ ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา เป็นแค่พยานเท่านั้น”

แล้วที่ผลออกมาว่ามีกัญชาเจือปนอยู่ในร่างกายน้องเขาด้วย ?
“อันนี้ผมไม่รู้ ต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนเขาจัดการเอง ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหนแล้วเจือปนหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ”

ของที่กินในวันนั้นเป็นของที่สั่งใหม่ในร้าน หรือมีขนมออกมาแชร์กันกินส่วนตัว ?
“อาหารปกติทั่วไปเลยครับ ผมก็กินของผม เขาก็สั่งของเขา แค่นั้นเองครับ”

อาหารที่กินมาจากทางร้านหมดเลยใช่ไหม ?
“ก็ใช่ครับส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไร เพราะมันเป็นร้านประจำที่เรากินอยู่แล้ว จริงๆ มันก็เป็นไปได้หลายแบบนะพี่ อาจจะแพ้หรือนู่นนี่นั่น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าน้องได้ไปที่ไหนมาก่อนไหม”

มีขนมที่ซื้อเข้ามาเองด้วยไหม ?
“ปกติผมมีเป็นคนที่มีขนมติดตัวอยู่แล้ว พวกขนมขบเคี้ยว หมากฝรั่ง ลูกอม เราก็ติดไว้กันปากเหม็นเวลากินกระเทียม ก็พกปกติแต่ไม่มีอะไร”

เยลลี่ได้พกไว้ด้วยไหม ?
“ไม่มีเลยครับ”

ตอนนี้นอกจากชื่อเสียงแล้ว มีอะไรที่กระทบกับตัวเราบ้าง ?
“เรื่องของผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมันก็มีคอนแท็กเกี่ยวกับภาพลักษณ์ขององค์กร อย่างค่ายโทรศัพท์ใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งผมต้องฝากพี่ๆ ด้วยว่าผมออกมาในฐานะที่แสดงความบริสุทธิ์ใจ และให้ปากคำทำให้เรื่องนี้ดำเนินการไปเร็วที่สุดครับ”

มีการแคนเซิลงานเกิดขึ้นบ้างหรือยัง ?
“มี แต่ก็เป็นการตกลงกันในอีกรูปแบบหนึ่ง ถามว่าแคนเซิลร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เงินเลยไหม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาตกลงกับผู้จัดการผม ผมไม่ได้สนใจครับ แต่ก็ไม่ได้มีมากอะไรขนาดนั้นครับ”

เราพอทราบเหตุผลไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องเขาถึงโพสต์แบบนั้น ?
“อันนี้ผมไม่ทราบเลยครับ”

เขาพุ่งเป้ามาทางเรา แล้วดูเหมือนจะมั่นใจมาก ?
“อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

โกรธไหม เพราะเราก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เยอะเหมือนกัน ?
“ผมไม่รู้ว่าจะยังไง เราไม่ได้โกรธ แต่เราแค่ตกใจมากกว่าว่าเราไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง แต่เราก็บริสุทธิ์ใจ ให้ความร่วมมือกับตำรวจ และเป็นเพียงแค่พยานในเหตุการณ์จริงๆ ก็ยังยืนยันว่าผมเป็นเพียงแค่พยาน ตำรวจก็บอกว่าคุณเป็นเพียงแค่พยาน แต่ถ้าพี่ๆ อยากรู้อะไรเพิ่มเติมต้องรบกวนให้พี่ๆ ไปสอบถามทางเจ้าหน้าที่สอบสวนครับ”

เข็ดเลยไหมกับการไปเที่ยวกลางคืนแล้วเจอคนไม่รู้จักมานั่งร่วมโต๊ะด้วย ?
“อันนี้มันไม่ใช่กลางคืนนะในเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ผมจะเซฟตัวเองในระดับหนึ่ง เพราะผมก็อยู่ในวงการมาเกือบครึ่งชีวิต 15 ปี เราไม่เคยเปรอะเปื้อนเกี่ยวกับเรื่องยา หรือเรื่องของผู้หญิง คือหน้าอย่างผมจะไปมอมยา มอมตัวเองดีกว่าไหม ผมก็คิดซะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นวงการดีกว่า”

มีคนให้กำลังใจเราเยอะเหมือนกัน ?
“คือคนที่รู้จักผมจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง ผมเป็นคนเฟรนด์ลี่ เวลาเจอใครเราก็อยากให้เขามีความสุขเวลาเจอเรา ถ้าทุกคนเชื่อแสดงว่าทุกคนเชื่อในตัวผม แต่เราก็ไปบังคับความคิดคนอื่นไม่ได้ ถ้าเราเจอกันตั้งแต่เด็กๆ จะรู้ว่าช่วงชีวิตผมผ่านอะไรมาบ้าง ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาโดยตลอด และผมชอบให้ทุกคนรอบตัวมีความสุขมากกว่า ซึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกว่ามันอาจจะทำให้เราโตขึ้น หรืออาจจะเป็นบางอย่างที่มาสอนเราแค่นั้นเอง ต่อไปนี้เราก็คงต้องระวังตัวในเรื่องการเจอคนแปลกหน้าที่มาร่วมโต๊ะ หรือเข้ามาในชีวิตเรา”

ทางรุ่นน้องผู้ชายมีโอกาสได้คุยหรือติดต่อกันบ้างไหมหลังเกิดเรื่อง ?
“ไม่เลยครับ เขาก็ไปทำงานของเขา ผมก็ทำงานของผม ผมยุ่งมากถ่ายละคร ค่อนข้างจะเหนื่อยกับการทำงานแล้ว อย่างที่บอกไม่ได้สนิทถึงขั้นโทรหาทุกวัน เราเป็นแก๊งปั่นจักรยานด้วยกัน แต่ไม่อยากให้ไปพาดพิงถึงเขามาก”

แสดงว่าเรามั่นใจว่ารุ่นน้องที่เรารู้จักก็ไม่ได้ทำ ?
“อันนี้ผมไม่รู้ครับ ต้องถามเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกที”

ที่เราออกมาชี้แจงช้าเพราะก่อนหน้านี้ยังไม่พร้อมหรือเปล่า ?
“คือผมยังฟันธงไม่ได้ ผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องตรงนี้ ส่วนตัวผมแค่ออกมาบอกพี่ๆ ว่าเป็นพยานในเหตุการณ์เท่านั้นเอง”

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่มีเรียกสอบปากคำเพิ่มเติมไหม ?
“ไม่มีนะครับ ก็จบแล้ว”

 

scroll to top